หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

เมื่อคุณหรือคนที่คุณรักเป็นมะเร็ง - รับมืออย่างไรกับอารมณ์ต่างๆ

การรับมือกับอารมณ์ต่างๆเมื่อคุณหรือคนที่คุณรักเป็นมะเร็ง

        โรคมะเร็งไม่ได้เป็นเพียงโรคที่มีผลร้ายต่อร่างกายผู้ป่วย แต่ยังส่งผลต่อจิตใจของผู้ป่วยและบุคคลรอบข้างอย่างมาก นับจากตอนที่รับรู้ว่าเป็นมะเร็งครั้งแรก ผู้ป่วยและญาติยังอาจต้องเผชิญกับข่าวร้ายต่างๆระหว่างการรักษาและภายหลังการรักษา จึงเป็นการดีที่เราจะเรียนรู้และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกต่างๆและใช้มันเป็นแรงขับเคลื่อนในทางบวก แม้จิตใจอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรักษาโรคมะเร็ง แต่จิตใจที่ดีย่อมทำให้ผลการรักษานั้นดีที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้
        การไม่ยอมรับความจริง ความรู้สึกโกรธ ความรู้สึกผิด ความเศร้า สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ได้รับทราบข่าวร้าย แต่บางคนอาจไม่เกิดขึ้น บางคนอาจมีเพียงบางอารมณ์ บางคนอาจมีหลายอย่างปนเปกัน บ่อยครับพบว่าคุณอาจมีความรู้สึกต่างๆเปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลา ลองมาดูกันว่าเราจะรู้เท่าทันและใช้มันให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร



1 ไม่ยอมรับความจริง

        มะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนที่สุขภาพแข็งแรงดีมาตลอดหรือดูแลตนเองเป็นอย่างดี(หรือที่คิดว่าดี) หลายคนจะช็อคหรือไม่เชื่อในครั้งแรกที่หมอบอกว่าคุณเป็นมะเร็ง ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้ยิ่งคนที่คิดว่าตนเองดูแลสุขภาพดีมาตลอดอาจคิดว่าเป็นไปไม่ได้มันไม่ควรเกิดขึ้น ความรู้สึกปฏิเสธความจริงนี้มีผลเสียที่สำคัญคืออาจทำให้เกิดความล่าช้าในการรักษาเพราะมัวแต่ไปพยายามตรวจยืนยันในสิ่งที่ยืนยันแน่นอนแล้ว หรือ ในบางคนอาจหนีหายไม่ยอมรับการรักษาอื่นๆต่อ
        เราสามารถปรับเปลี่ยนความรู้สึกนี้ไปในทางบวกได้โดยใช้ความรู้สึกนี้เป็นแรงขับในการพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่เป็น พูดคุยกับหมอให้มากที่สุดถึงรายละเอียด การยอมรับให้ญาติหรือคนไข้(แล้วแต่ว่าใครจะรู้ก่อน)ทราบถึงการเป็นโรคมะเร็งจะช่วยให้สามารถช่วยกันหาข้อมูลมากขึ้น ยอมรับได้ง่ายขึ้น ไม่หลอกตัวเอง
        ความรู้สึกนี้ในอีกด้านหนึ่งเป็นสิ่งดีที่จะช่วยให้คุณรอบคอบมากขึ้น ฉุกคิดมากขึ้น แต่ทว่าคนเรามักไม่คิดมากในเรื่องที่ดูดี ดังนั้นในการหาข้อมูลต้องรอบคอบให้มากๆๆเวลาที่พบอะไรที่ดูดี เพราะคุณอาจกำลังโดนหลอกอยู่ได้เช่นการหลอกว่ายาสมุนไพรบางอย่างสามารถรักษาให้หายได้
        บางคนอาจแสดงออกด้วยการต่อรองเช่น ขอลองไปตรวจที่โน่นให้แน่ใจก่อน ขอลองทำอย่างนี้ก่อน การมีคู่คิดจะช่วยให้สามารถคัดกรองได้ว่าการต่อรองนั้นสมเหตุผลหรือไม่ หรือเป็นแค่การถ่วงเวลาในสิ่งที่จะต้องยอมรับ ลองพูดคุยกับหมอที่รักษาว่าการตรวจยืนยันอย่างอื่นยังจำเป็นหรือไม่ หรือมีอะไรที่จำเป็นหรืออาจเป็นประโยชน์ในการตรวจยืนยัน จะดีกว่าการไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดกับหมอคนใหม่

2 ความโกรธ

        เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็ง หลายคนอาจเกิดความรู้สึกโกรธออกมาได้เพราะมันเป็นสิ่งที่จะมาขัดขวางการดำเนินชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต เป็นธรรมดาที่แผนการต่างๆอาจพังทลายลงมาเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็ง ความคาดหวังต่างๆจะยิ่งเป็นแรงผลักให้ความโกรธทวีความรุนแรง หลายคนอาจแสดงออกความโกรธเป็นอารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย บางคนอาจเริ่มโทษคนอื่น(แม้ว่าบางครั้งอาจเป็นความจริงก็ตาม) ปัญหาที่สำคัญคือ ความโกรธเป็นอารมณ์ที่รุนแรงสามารถบั่นทอนความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ง่าย ทำให้อดทนต่อสิ่งต่างๆได้น้อยลง(รวมไปถึงการรักษาของคุณ) บางครั้งเมื่อไม่รู้จะโกรธใครอาจหันกลับมาโกรธตนเองโทษตัวเองจนทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาได้
        ในทางกลับกันหลายคนอาจใช้ความโกรธเป็นแรงขับเคลื่อนให้ร่างกายกระฉับกระเฉงเช่น ออกกำลังกาย นำไปสู่ร่างกายและจิตใจที่พร้อมกับการรักษา หากคุณรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้อยู่นิ่งได้ หรือ ไม่สามารถอดทนต่อสิ่งต่างๆได้ คุณอาจกำลังมีความโกรธสะสมอยู่ในใจ
        คำแนะนำที่สำคัญคือคุณต้องรู้เสียก่อนว่าคุณกำลังมีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่ ความรู้สึกโกรธเหมือนไฟรอไว้นานจะร้อนแรงอาจระเบิดได้จึงควรที่จะมีการระบายออกมาเป็นระยะในวิถีทางที่ถูกที่ควร เช่น การพูดคุยถึงความรู้สึกที่มีกับคนสนิทที่เข้าใจ ไม่ระบายความรู้สึกลงบนคนอื่นๆไม่ว่าทางกายหรือวาจา คุณอาจเลือกที่จะระบายออกทางกายแต่ไม่รบกวนผู้อื่นเช่นออกแรงระหว่างการออกกำลังกาย ชกหรือทุบหมอนนุ่มๆ ตะโกนสุดเสียงในที่ที่เป็นส่วนตัว

3 ความรู้สึกผิดและโทษตนเอง

       ผู้ป่วยโรคมะเร็งและญาติอาจมีความรู้สึกผิดต่อสิ่งที่เป็นได้จากหลายสาเหตุหลายรูปแบบ ความคิดเช่นนั้นมักจะนำไปสู่เหตุการณ์วนเวียนของคำว่า "ถ้าเกิดว่า...." หรือ "ถ้าเพียงแต่ว่า...." จมอยู่กับความคิดที่ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเพียงทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ความรู้สึกผิดนี้มาได้หลายรูปแบบเช่น
- คุณอาจคิดว่าคงจะดีกว่านี้ถ้าใส่ใจอาการต่างๆมากกว่านี้ หรือเพียงถ้ามาพบหมอเร็วกว่านี้
- คุณอาจกลัวว่ากำลังเป็นภาระของครอบครัวและคนรอบข้าง
- คุณอาจรู้สึกผิดที่ผลการรักษาออกมาไม่เป็นไปตามที่หวัง
- คุณอาจรู้สึกผิดไปกับเงิน งาน เวลาของครอบครัวที่หมดไปกับการรักษาของคุณ
- คุณอาจจะรู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมโรคมะเร็งเมื่อเขามีผลการรักษาที่ไม่ดี
- คุณอาจรู้สึกผิดและแย่ที่คุณเคยใช้ชีวิตในความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งนั้นๆ

ขณะเดียวกันคนในครอบครัวก็อาจรู้สึกว่า
- รู้สึกผิดที่ตัวเองแข็งแรงในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วย
- รู้สึกผิดที่ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากกว่านี้
- รู้สึกผิดที่ตนเองแสดงออกถึงความรู้สึกเศร้าหรือเหนื่อย

        ความรู้สึกเหล่านี้มีผลเสียร้ายแรงมาก สามารถนำไปสู่ความหดหู่ ภาวะซึมเศร้า  หมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากรักษาต่อ ความรู้สึกที่มากพออาจทำให้อยากหยุดการรักษาเพราะรู้สึกว่าตนเองไร้ค่าที่จะอยู่ต่อไป บางครั้งอาจทำให้กลัวว่าจะไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอเพราะตัวเองไม่คู่ควร ในบางครั้งญาติๆก็อาจพยายามผลักดันผู้ป่วยไปสู่การรักษาที่ไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษกับผู้ป่วยเพราะเชื่อว่ามันน่าจะดีเพื่อให้ตนเองพ้นความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ช่วยเหลือ
        ดังนั้นนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผู้ป่วยและญาติควรทราบถึงโรคที่เป็นและมีการพูดคุยกัน ทำความเข้าใจกัน เพราะความรู้สึกเหล่านี้มันยากจะแสดงออก ยิ่งปกปิดยิ่งบอกยากและมันจะคอยหลอกหลอนไปตลอด
        แม้ว่าเป็นเรื่องปกติที่จะมีความคิดเหล่านี้ผ่านเข้ามาในความคิดแต่ไม่เป็นการดีต่อใครทั้งสิ้นที่จะจมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ การปล่อยวางความรู้สึกผิดจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นทั้งกายใจ

โปรดจงพยายามที่จะ
- คิดไว้เสมอว่ามะเร็งไม่ใช่ความผิดของคุณ หรือว่าใครทั้งสิ้น
- ปล่อยวางความผิดพลาดที่เคยทำ รู้จักให้อภัยตนเองและผู้อื่น
- ระลึกเสมอว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว มีคนอีกมากที่เป็นเหมือนคุณ
- จงรู้ว่าความคิดเหล่านี้เป็นแค่อารมณ์ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
- ระบายความรู้สึกผิดกับคนที่ไว้ใจได้
- คิดถึงสิ่งดีๆที่เคยได้ทำไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม
- หากิจกรรมร่วมกับผู้อื่นที่ช่วยให้ผ่อนคลาย
- หากไม่สามารถจัดการได้โดยลำพัง โปรดมองหากลุ่มคน หรือ วิชาชีพเฉพาะที่ดูแลและสามารถให้คำปรึกษาเช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคเดียวกัน สมาคมเพื่อผู้ป่วย นักจิตวิทยา ฯลฯ

4 กังวลและซึมเศร้า

        ความรู้สึกกลัว กังวลกับโรคมะเร็ง การรักษา ผลข้างเคียง อนาคตที่ไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ปกติตลอดกระบวนการรักษาและตามหลังการรักษา (เช่นกลัวมะเร็งจะกลับมา) การปรึกษากับผู้อื่น การรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง จะลดโอกาสการเกิดความรู้สึกเช่นนี้ได้ ความกลัวส่งผลต่อการรักษาได้หลายทางทั้งจากการตัดสินใจการรักษา ซึ่งมักจะไม่กล้าตัดสินใจ หรือไม่ยอมรับการรักษาเพราะกลัวผลข้างเคียง(โดยมักลืมมองว่าหากไม่รักษาจะเป็นเช่นไร) หรืออาจส่งผลให้ผลข้างเคียงหลายอย่างรุนแรงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นเช่น ความอ่อนเพลีย อาการนอนไม่หลับ ฯลฯ
        จึงจำเป็นที่จะต้องรับรู้ว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้และเราสามารถเอาชนะมันได้ เช่น การนั่งสมาธิ ฝึกจิตใจ โยคะ สะกดจิต หรือ พูดคุยกับคนรอบข้างคุณ อย่าลังเลที่จะพูดคุยกับคนที่คุณไว้ใจเพราะอาจจะเป็นการช่วยให้ทั้งสองฝ่ายผ่อนคลายลดความกังวลได้ บางครั้งในกลุ่มผู้ป่วยการให้ข้อมูลและกำลังใจที่ดีมีประโยชน์กับคุณได้เช่นเดียวกับผู้ให้คำปรึกษาที่ฝึกมารับมือกับปัญหาเหล่านี้ ในคนที่เป็นมาก ยาอาจช่วยคุณได้ อย่าลังเลที่จะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของคุณกับแพทย์ที่ดูแล
        ความกลัวและความกังวลที่ฝังรากลึกหรือทับถมเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าขึ้นได้ ภาวะซึมเศร้าไม่ได้มีเพียงแค่ความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ แต่อาจแสดงออกมาเป็นการปลีกแยกจากสังคม เพื่อนฝูง คนรอบข้าง อาจแสดงออกมาเป็นปัญหาด้านความจำ สมาธิ ความคิดด้านลบ บางรายอาจมีความคิดฆ่าตัวตาย นอกจากนี้อาจแสดงออกมาเป็นอาการทางกายเช่น อ่อนเพลีย นอนไม่หลับหรือนอนมากกว่าปกติ เบื่ออาหาร การรักษานอกจากวิธีการต่างๆข้างต้นบางครั้งหมอของคุณอาจแนะนำการปรึกษาจิตแพทย์หรือใช้ยาต้านอาการซึมเศร้า

5 ยอมรับและไปต่อ

        ในที่สุดเมื่อสามารถผ่านความรู้สึกด้านลบข้างต้นมาได้ก็จะเกิดวามรู้สึกด้านบวกขึ้นมาในการยอมรับในสิ่งที่เป็นและพร้อมจะไปต่อกับอนาคตข้างหน้า การก้าวผ่านตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าสิ่งไม่ดีต่างๆได้ผ่านพ้นไปแล้วเสมอไป หลายคนยังกลับมารู้สึกกับความโกรธ ความกลัว ความกังวลอยู่ แต่อาจมีมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิม มองเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้และผลักดันตนเองไปในทางที่ดีต่างๆ
       หลายคนเรียนรู้ที่จะแบ่งปันความรู้สึกกับคนใกล้ชิด หลายคนสามารถวางเป้าหมายใหม่(ที่เหมาะสม)ในอนาคตได้ หลายคนเรียนรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆในชีวิตมากขึ้น หลายคนรู้สึกแข็งแรงและมีกำลังใจมากขึ้น อย่าลืมที่จะรักษาความรู้สึกเหล่านี้ไว้ด้วยการหมั่นทบทวนและรู้เท่าทันความรู้สึกด้านลบข้างต้น จดบันทึกในสิ่งที่ดีๆและสิ่งที่แย่ๆที่สามารถเอาชนะมันมาได้
        สุดท้ายหากคุณพร้อมคุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ดีได้ด้วยการเป็นผู้แบ่งปันกับผู้อื่นที่เขาอาจกำลังเผชิญปัญหาที่คุณได้ก้าวผ่านมาแล้ว ช่วยให้เขาเหล่านั้นก้าวผ่านมาได้เช่นเดียวกับคุณ

1 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ค่ะ
    วันนี้คือวันที่เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งเต้านม....

    ความรู้สึกหลายอย่าง ประดังเข้ามา แต่เมื่อได้อ่านบทความนี้ พูดได้ว่า "ยอมรับแล้วไปต่อ" ค่ะ
    ขอบคุณนะคะ

    ตอบลบ